STLY ดีให้ระวัง MTD ดีค่อยดีใจ
เดือนนี้เปิดมาสวย วันที่ 10 คุณเปิดรายงานขึ้นมาดู ยอดจองที่เข้ามาแล้วสำหรับเดือนนี้ คิดเป็นเงินสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 11% สัปดาห์ถัดมาห่างขึ้นอีก สัปดาห์ถัดไปห่างขึ้นอีก ทุกคนในโรงแรมสบายใจ
แล้วเดือนนั้นปิดที่ได้เงินน้อยกว่าปีที่แล้ว ทั้งที่ห้องเต็มกว่าเดิม
ไม่มีใครทำอะไรผิดระหว่างทาง ทุกคนดูตัวเลขทุกสัปดาห์ และตัวเลขบอกว่าดีมาตลอด
ห้าคำที่ต้องรู้จักก่อน
ถ้าคุณดูรายงานพวกนี้อยู่ทุกวันแล้ว ข้ามหัวข้อนี้ไปได้เลย
ราคาเฉลี่ยต่อคืน (ADR) คือเอารายได้ค่าห้องทั้งหมด หารด้วยจำนวนคืนที่ขายได้จริง ไม่ใช่ราคาที่ประกาศไว้ แต่คือราคาที่ได้รับจริงหลังหักส่วนลดทุกอย่างแล้ว
อัตราการเข้าพัก (occupancy) คือคืนที่ขายได้ คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของคืนที่มีขายทั้งหมด
รายได้เฉลี่ยต่อห้องที่มี (RevPAR) คือเอารายได้ค่าห้อง หารด้วยจำนวนห้องทั้งหมดที่มี รวมห้องที่ขายไม่ออกด้วย ตัวนี้บอกภาพรวมได้ตรงที่สุด เพราะมันรวมทั้งราคาและความเต็มไว้ในตัวเดียว
เทียบกับปีที่แล้ว ณ จุดเดียวกัน (STLY) คือเอาตัวเลขของวันนี้ ไปเทียบกับวันเดียวกันของปีก่อน
ยอดสะสมตั้งแต่ต้นเดือนถึงวันนี้ (MTD) คือรวมเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไปแล้วในเดือนนี้ ไม่รวมยอดจองของวันข้างหน้า
และมีสมการเดียวที่ต้องจำ — รายได้ เท่ากับ จำนวนคืนที่ขายได้ คูณ ราคาเฉลี่ยต่อคืน
รายได้เป็นตัวเดียวที่ซ่อนความผิดพลาดได้
เพราะรายได้เกิดจากสองอย่างคูณกัน พอสองตัวนี้เดินคนละทาง มันกลบกันเองภายในบรรทัดเดียว คุณจึงเห็นเลขบวก ทั้งที่ข้างในเดินผิดทางไปแล้วทั้งคู่
ตัวอย่างสมมติ โรงแรม 100 ห้อง เดือนหนึ่งมี 30 คืน เท่ากับมีของขาย 3,000 คืน นี่คือภาพที่เห็นในวันที่ 10 สำหรับการเข้าพักทั้งเดือน
| คืนที่ขายได้แล้ว | ราคาเฉลี่ยต่อคืน | รายได้ | |
|---|---|---|---|
| ปีที่แล้ว | 1,200 | 2,050 | 2,460,000 |
| ปีนี้ | 1,560 | 1,750 | 2,730,000 |
| เทียบกับปีที่แล้ว | +30% | −15% | +11% |
ช่องขวาบอกว่าดีกว่าปีที่แล้ว 11% ช่องซ้ายสองช่องบอกอีกเรื่องหนึ่ง คือคุณขายเพิ่มขึ้นสามสิบเปอร์เซ็นต์ เพื่อแลกกับราคาที่ต่ำลงสิบห้าเปอร์เซ็นต์
พูดแบบบ้านๆ คือขายถูกลง เลยขายได้เยอะขึ้น แล้วเงินรวมยังดูเหมือนดีขึ้น
คนส่วนใหญ่ดูแต่ช่องขวา เพราะช่องขวาคือช่องที่เจ้าของถามในที่ประชุม
ความเสียหายถูกล็อกตั้งแต่วันที่รายงานดูดีที่สุด
พอปิดเดือน ตัวเลขจริงออกมาแบบนี้
| อัตราการเข้าพัก | ราคาเฉลี่ยต่อคืน | รายได้ | รายได้ต่อห้องที่มี | |
|---|---|---|---|---|
| ปีที่แล้ว | 70% | 2,000 | 4,200,000 | 1,400 |
| ปีนี้ | 76% | 1,790 | 4,081,200 | 1,360 |
จากบวกสิบเอ็ดในวันที่ 10 กลายเป็นลบสามตอนสิ้นเดือน ห้องเต็มกว่าเดิม แต่ได้เงินน้อยลง
และข้อที่หนักที่สุดไม่ได้อยู่ในตาราง ถึงวันที่ 10 ปีนี้เหลือของให้ขายอีก 1,440 คืน ส่วนปีที่แล้วเหลือ 1,800 คืน ห้องที่ควรเก็บไว้ขายให้คนจองช้าในราคาสูง ถูกขายทิ้งไปตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว
ราคาที่ต่ำเกินไปทำงานเร็วมาก เพราะมันขึ้นพร้อมกันทุก OTAs ในเวลาเดียวกัน ความผิดพลาดจึงถูกขยายด้วยความเร็วของทุกช่องทางรวมกัน ไม่ใช่ความเร็วของช่องทางเดียว
แปลว่าในวันที่รายงานดูดีที่สุด ความเสียหายถูกล็อกไปเรียบร้อยแล้ว ต่อให้วันที่ 11 คุณรู้ตัวและขึ้นราคา ห้องที่ขายไปแล้วก็เรียกกลับมาไม่ได้
ยอดสะสมต้นเดือนไม่โกหก เพราะมันรายงานเฉพาะของที่จบไปแล้ว
ยอดสะสมตั้งแต่ต้นเดือนเทียบกับปีที่แล้ว มักบอกได้ค่อนข้างแม่นว่าเดือนนี้จะจบประมาณไหน และเหตุผลไม่ได้ลึกลับอะไรเลย
ผ่านไปยี่สิบวัน คุณได้ของจริงมาแล้วยี่สิบในสามสิบ ที่เหลืออีกสิบวันอยู่ในฤดูกาลเดียวกัน ตลาดเดียวกัน ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน หน้าตาจึงคล้ายของที่ผ่านมาแล้ว ตัวเลขเลยนิ่งพอจะเดาต่อได้
ส่วนยอดจองล่วงหน้าเป็นของที่ยังไม่จบ และความเร็วในการจองของแขกเปลี่ยนไปทุกปี ปีนี้แขกอาจจองเร็วขึ้นหรือช้าลงกว่าปีก่อน พอเอามาคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ตอนที่ของยังมาไม่ครบ มันจึงเพี้ยนได้ง่าย ทั้งที่ไม่มีอะไรผิดปกติจริงๆ
แต่ต้องพูดให้ครบ ยอดสะสมต้นเดือนซื่อสัตย์เรื่องความแม่นยำ ไม่ได้แปลว่ามันเป็นข่าวดีเสมอ ยอดที่โตขึ้นเพราะห้องเต็มขึ้นในขณะที่ราคาเฉลี่ยตกลง ก็ยังเป็นเดือนที่ไม่น่าดีใจ ต่างกันแค่ตอนนั้นแก้อะไรไม่ทันแล้ว
วิธีดูที่ใช้ได้จริง คือดูสองบรรทัดแทนบรรทัดเดียว
กับดักทั้งหมดนี้หายไปทันที ถ้าเลิกดูรายได้รวมเทียบปีที่แล้ว แล้วหันไปดูแยกเป็นสองบรรทัด คือจำนวนคืนที่ขายได้ กับราคาเฉลี่ยต่อคืน
ขายเพิ่ม 30% ราคาลด 15% คือสัญญาณเตือนที่ดังตั้งแต่วันที่ 10 ไม่ต้องรอสิ้นเดือน และราคาเฉลี่ยต่อคืนโกหกไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวแปรตัวที่สองให้ซ่อน
เทคนิคเดียวกันนี้ใช้กับการเทียบภายในปีเดียวกันได้ด้วย คือดูความเร็วของยอดจองเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว แทนที่จะดูว่าตอนนี้เต็มกี่เปอร์เซ็นต์ ต่างกันแค่เปลี่ยนตัวเทียบจากปีก่อนเป็นสัปดาห์ก่อน
สรุปเป็นกฎสั้นๆ ได้สามข้อ
ถ้ารายได้ที่จองเข้ามาแล้วสูงกว่าปีที่แล้ว ให้เปิดดูราคาเฉลี่ยต่อคืนก่อนดีใจ
ถ้าราคาเฉลี่ยต่อคืนสูงกว่าปีที่แล้ว ดีใจได้เต็มที่ เพราะตัวนี้ซ่อนอะไรไม่ได้
ถ้ายอดสะสมตั้งแต่ต้นเดือนโตขึ้น ให้เชื่อตัวเลขได้ แต่ยังต้องดูอยู่ดีว่าโตเพราะราคา หรือโตเพราะขายห้องเพิ่ม
ตัวเลขที่หลอกเราได้ คือตัวเลขที่เราเอาไปตัดสินใจ ส่วนตัวเลขที่ไม่เคยหลอกเรา มักเป็นตัวเลขที่มาถึงตอนที่ไม่มีอะไรให้ตัดสินใจแล้ว
อ่านต่อ
- ตั้งราคาแพงไปคุณรู้ทันที ตั้งถูกไปคุณไม่มีวันรู้
- ADR โรงแรม คืออะไร คำนวณยังไง และดูคู่กับ RevPAR ได้อย่างไร
- Selling rate ที่คุณตั้งใน extranet ไม่ใช่ราคาที่ลูกค้าจ่าย
OTA Audit ฟรี
โรงแรมของคุณขายผ่าน OTAs อยู่แล้ว คำถามคือได้ราคาเน็ตเท่าที่ควรได้หรือยัง
แค่ส่งชื่อโรงแรม เราตรวจราคา คอนเทนต์ และอันดับการแสดงผลในทุกช่องทางให้ แล้วส่งรายงานกลับใน 2–3 วันทำการ ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ผูกมัด