จองผ่าน OTAs แล้วใครออกใบกำกับภาษี และใครแบกภาษีค่าคอมฯ?

ลูกค้าจ่าย 1,000 บาทให้ OTAs ตอนจอง แล้วเดินมาที่โรงแรมขอใบกำกับภาษี — โรงแรมออกในจำนวนเท่าไหร่?

คำตอบที่เจอบ่อยที่สุดมีสองแบบ

แบบแรก ออกให้ 800 บาท เพราะนั่นคือเงินที่โรงแรมได้รับจริง

แบบที่สอง ไม่ออกให้เลย แล้วบอกลูกค้าว่า “คุณจ่ายเงินกับใคร ก็ไปขอกับคนนั้น”

ทั้งสองแบบผิด

คำตอบที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ 1,000 บาท และโรงแรมต้องเป็นคนออก

โรงแรมคือผู้รับรู้รายได้ ไม่ใช่ OTAs

แม้ OTAs จะเป็นคนเก็บเงินจากลูกค้าก่อน กรมสรรพากรถือว่าโรงแรมเป็นผู้ให้บริการโดยตรง และต้องรับรู้รายได้เต็มจำนวนที่ลูกค้าจ่ายจริง ซึ่งก็คือ referral rate ที่ OTAs ระบุไว้ในระบบ

โรงแรมที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า เต็มราคา — ไม่ใช่ราคาที่ได้รับหลังหักค่าคอมฯ แล้ว

และปฏิเสธไม่ได้ด้วย — คนที่ให้บริการห้องพักคือโรงแรม ไม่ใช่ OTAs หน้าที่ออกใบกำกับภาษีจึงอยู่ที่โรงแรมเสมอ ไม่ว่าเงินจะผ่านมือใครมาก่อน การบอกให้ลูกค้าไปขอกับ OTAs จึงเป็นการโยนหน้าที่ของตัวเองออกไป และเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

OTAs เองก็ออกใบกำกับภาษีค่าห้องพักให้ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ผู้ให้บริการ สิ่งที่ OTAs ออกได้มีแค่ใบกำกับภาษีของค่าคอมฯ ที่เรียกเก็บจากโรงแรมเท่านั้น

ส่วนที่โรงแรมมักไม่รู้ — VAT ของค่าคอมฯ ก็ตกเป็นของโรงแรมด้วย

ตัวอย่างนี้ใช้ราคา 1,000 บาทเป็นราคาก่อน VAT เพื่อให้เห็นโครงสร้างชัดที่สุด ถ้าโรงแรมของคุณตั้งราคาแบบรวม VAT แล้ว ตัวเลขจะต่างออกไป — ดูหัวข้อถัดไป

ลูกค้าจ่าย OTAs 1,000 บาท · OTAs หักค่าคอมฯ 200 บาท · โอนให้โรงแรม 800 บาท

รายการ จำนวน
รายได้ที่ต้องแจ้งสรรพากร 1,000 บาท
Output VAT 7% 70 บาท
ค่าคอมฯ ที่ OTAs เรียกเก็บ 200 บาท
VAT บนค่าคอมฯ 7% 14 บาท
Input VAT ที่นำมาหักได้ 14 บาท
VAT สุทธิที่โรงแรมต้องนำส่ง 56 บาท
เงินที่โรงแรมได้รับจริงจาก OTAs 800 บาท

โรงแรมได้รับเงินมา 800 บาท แต่ต้องนำส่ง VAT รวม 56 บาท และยังต้องจ่าย VAT 14 บาทในค่าคอมฯ ที่ตัวเองไม่เคยได้รับจริง ก่อนจะนำมาหักลบทีหลัง

กล่าวง่ายๆ คือ โรงแรมแบก VAT บนเงิน 1,000 บาท ทั้งที่ได้รับมาจริงแค่ 800 บาท

ถ้าราคาที่ลูกค้าจ่ายรวม VAT แล้ว ตัวเลขจะเปลี่ยน

โรงแรมส่วนใหญ่ตั้งราคาบน OTAs แบบรวม VAT ซึ่งกรณีนั้นต้องถอด VAT ออกก่อน

ลูกค้าจ่าย 1,000 บาท (รวม VAT แล้ว)

รายการ จำนวน
รายได้ก่อน VAT (1,000 ÷ 1.07) 934.58 บาท
Output VAT 7% 65.42 บาท

เช็คก่อนเสมอว่าราคาที่ตั้งไว้บน OTAs เป็นราคารวม VAT หรือยัง เพราะออกใบกำกับภาษีผิดฐานคือความผิดที่ย้อนกลับมาหาโรงแรมโดยตรง

ค่าคอมฯ ที่จ่ายให้ OTAs ต่างประเทศ ต้องยื่น ภ.พ.36

จุดนี้คือสิ่งที่โรงแรมพลาดบ่อยที่สุด

OTAs รายใหญ่ส่วนมากจดทะเบียนอยู่ต่างประเทศ เมื่อโรงแรมจ่ายค่าบริการให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่ไม่ได้จด VAT ในไทย โรงแรมมีหน้าที่นำส่ง VAT แทน ผ่านแบบ ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

เมื่อยื่นและชำระแล้ว ใบเสร็จจาก ภ.พ.36 จึงใช้เป็น input VAT ไปหักกับ output VAT ในแบบ ภ.พ.30 ได้

เท่ากับว่าเงิน 14 บาทในตารางข้างต้น โรงแรมต้องควักจ่ายออกไปก่อนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางบัญชี แล้วค่อยได้คืนในรูปของการหักลบเดือนถัดไป

โรงแรมที่ไม่เคยยื่น ภ.พ.36 คือกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด เพราะนอกจากจะเสียสิทธิ์หัก input VAT แล้ว ยังมีเบี้ยปรับเงินเพิ่มย้อนหลังด้วย

จด VAT กับไม่จด VAT เจอคนละแบบ

ตั้งแต่กฎหมาย e-Service มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 กันยายน 2564 ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศต้องจดทะเบียนกับกรมสรรพากรไทย และวิธีปฏิบัติกับโรงแรมสองกลุ่มไม่เหมือนกัน

โรงแรมที่จดทะเบียน VAT — ยังมีหน้าที่ประเมินและนำส่ง VAT 7% บนค่าคอมฯ ด้วยตัวเองผ่าน ภ.พ.36 เหมือนเดิม แล้วนำไปใช้เป็น input VAT ได้

โรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT — ถูกจัดเป็นผู้บริโภคในไทย OTAs จะเรียกเก็บ VAT 7% บนค่าคอมฯ จากโรงแรมโดยตรงแล้วนำส่งกรมสรรพากรเอง โรงแรมไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 แต่ก็นำ VAT ส่วนนั้นมาหักลบอะไรไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่ได้อยู่ในระบบ VAT

ข้อควรทำ — ตรวจว่าเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักของโรงแรมถูกกรอกไว้ในระบบของ OTAs ทุกช่องทางแล้วหรือยัง ถ้าโรงแรมจด VAT แต่ไม่ได้แจ้งเลขไว้ ระบบจะมองว่าเป็นผู้บริโภคและเรียกเก็บ VAT ซ้ำซ้อน

“ค่าคอมฯ” หรือจริงๆ แล้วคือ markup?

สิ่งที่ OTAs เรียกว่าค่าคอมมิชชัน จริงๆ แล้วมีโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับ markup มากกว่า

OTAs รับราคา net จากโรงแรม แล้วบวกเพิ่มเองตามที่เห็นสมควรก่อนแสดงให้ลูกค้าเห็น ราคาที่ลูกค้าจ่ายจึงเป็นตัวเลขที่ OTAs กำหนดเอง ไม่ใช่ราคาที่โรงแรมตั้ง — แต่โรงแรมก็ยังต้องออกใบกำกับภาษีตามราคานั้น

การเรียกมันว่า “ค่าคอมมิชชัน” มีผลต่อโครงสร้างภาษีโดยตรง เพราะทำให้ภาระ VAT ในส่วนนั้นย้ายมาอยู่ที่โรงแรม แทนที่จะอยู่ที่ OTAs ในฐานะผู้ขายจริง

โรงแรมจึงกลายเป็นผู้รับผิดชอบ VAT บนรายได้ที่ตัวเองไม่เคยได้รับ

ถ้าเห็นว่าโครงสร้างนี้ไม่ค่อย make sense — คิดถูกแล้ว

สิ่งที่โรงแรมทำได้ตั้งแต่วันนี้

หนึ่ง — ตรวจว่าราคาที่ตั้งบน OTAs ทุกช่องทางเป็นราคารวม VAT หรือไม่ และตั้งให้ตรงกันทุกช่อง

สอง — ออกใบกำกับภาษีตาม referral rate ที่ลูกค้าจ่ายจริง ไม่ใช่ยอดที่ได้รับโอน

สาม — เก็บ statement รายเดือนจาก OTAs ทุกช่องไว้ให้ครบ เพราะเป็นเอกสารตั้งต้นของทั้ง ภ.พ.36 และการกระทบยอดรายได้

สี่ — กรอกเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลักไว้ในระบบของ OTAs ทุกช่อง ถ้าโรงแรมจด VAT แล้ว

ห้า — คุยกับผู้ทำบัญชีว่าที่ผ่านมายื่น ภ.พ.36 ครบหรือไม่ ถ้ายังไม่เคยยื่น ยิ่งรู้เร็วยิ่งแก้ได้ง่าย

คำถามที่พบบ่อย

จองผ่าน OTAs แล้วโรงแรมออกใบกำกับภาษีให้เท่าไหร่?
ออกเต็มจำนวนที่ลูกค้าจ่ายจริง ไม่ใช่ยอดที่โรงแรมได้รับหลังหักค่าคอมฯ เพราะกรมสรรพากรถือว่าโรงแรมเป็นผู้ให้บริการและต้องรับรู้รายได้เต็มจำนวน ถ้าลูกค้าจ่าย 1,000 บาท ใบกำกับภาษีต้องเป็น 1,000 บาท ไม่ใช่ 800 บาท

โรงแรมปฏิเสธไม่ออกใบกำกับภาษีโดยอ้างว่าจ่ายเงินผ่าน OTAs ได้ไหม?
ไม่ได้ ผู้ให้บริการห้องพักคือโรงแรม ไม่ใช่ OTAs หน้าที่ออกใบกำกับภาษีจึงอยู่ที่โรงแรมเสมอ ไม่ว่าเงินจะผ่านมือใครมาก่อน และ OTAs ก็ออกใบกำกับภาษีค่าห้องพักแทนไม่ได้อยู่แล้ว

ค่าคอมฯ ที่จ่ายให้ OTAs ต่างประเทศ ต้องยื่นภาษีอะไร?
โรงแรมที่จดทะเบียน VAT ต้องนำส่ง VAT 7% แทนผู้ประกอบการต่างประเทศผ่านแบบ ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป แล้วจึงนำใบเสร็จไปใช้เป็น input VAT หักกับ output VAT ในแบบ ภ.พ.30 ได้ ส่วนโรงแรมที่ไม่ได้จด VAT ทาง OTAs จะเรียกเก็บ VAT แล้วนำส่งเอง

คุยกันต่อได้

โครงสร้างนี้ซับซ้อนกว่าที่เห็น และแต่ละโรงแรมมีเงื่อนไขสัญญากับ OTAs ไม่เหมือนกัน — ทั้งรูปแบบสัญญา วิธีตั้งราคา และช่องทางที่ใช้ ล้วนทำให้ผลลัพธ์ทางภาษีต่างกัน

CUBIC management ทำงานกับโรงแรมอิสระมากว่า 10 ปี และเห็นปัญหานี้ซ้ำๆ ถ้าอยากให้ช่วยดูโครงสร้างของโรงแรมคุณโดยเฉพาะ ทักมาคุยกันได้

บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือกฎหมาย การปฏิบัติจริงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละโรงแรม ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือผู้สอบบัญชีของคุณก่อนดำเนินการ

อ้างอิง

ปรึกษาผ่าน LINE