กรมสรรพากรตอบเรื่องใบกำกับภาษี Agoda ไว้แล้ว — แต่ไม่ได้ตอบสามข้อที่โรงแรมอยากรู้ที่สุด

เปิดใบแจ้งรายละเอียดราคาของการจองหนึ่งคืนผ่าน Agoda ขึ้นมา จะเห็นตัวเลขสามตัว

ช่อง จำนวน (บาท)
ราคาขายอ้างอิง (Reference sell inclusive) 973.36
ค่าตอบแทน 194.67
ราคา Base rate 778.69

ค่าตอบแทนคิดเป็น 20.0% ของราคาขายอ้างอิงพอดี และเงินที่เข้าบัญชีโรงแรมคือ 778.69

คำถามที่กำลังถกกันทั้งวงการตอนนี้คือ เมื่อแขกขอใบกำกับภาษี โรงแรมต้องออกที่ยอดไหน

สิ่งที่กรมสรรพากรตอบไว้แล้ว

กรมสรรพากรมีคำตอบเรื่องนี้เผยแพร่อยู่ในฐานข้อมูล RD Knowledge เลขที่ 412654 หมวดภาษีมูลค่าเพิ่ม หัวข้อ “ภาระภาษี กรณีกิจการโรงแรมใช้บริการตัวแทน (Agoda) รับจองห้องพักผ่านระบบอินเทอร์เน็ต” (ตรวจสอบเมื่อ 25 ตุลาคม 2569)

ข้อเท็จจริงในคำถามคือโรงแรมไทยทำสัญญาบริการสำรองห้องพักกับ Agoda Company Pte Ltd ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ และจ่ายค่านายหน้า 20% ของอัตราการขาย

คำตอบแบ่งเป็นสามส่วน

ภาษีเงินได้นิติบุคคล — รับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิตามมาตรา 65 เมื่อแขกใช้บริการห้องพักเรียบร้อยแล้ว

ภาษีมูลค่าเพิ่ม — โรงแรมเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้แขก แม้แขกจะชำระเงินให้แพลตฟอร์มก็ตาม โดยความรับผิดเกิดขึ้นตามมาตรา 78/1(1)

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย — ไม่ต้องหักและไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 เพราะค่านายหน้าถือเป็นกำไรธุรกิจตามอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–สิงคโปร์ เมื่อบริษัทสิงคโปร์ไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย

ข้อสุดท้ายนี้เป็นข่าวดีที่หลายโรงแรมยังไม่รู้ และขัดกับคู่มือแนะนำการชำระภาษีอากรกิจการโรงแรมของสำนักงานสรรพากรภาค 11 ฉบับพฤศจิกายน 2555 ที่เขียนไว้ว่าต้องหักตามมาตรา 70 คู่มือนั้นเผยแพร่ก่อนเรื่องนี้จะถูกตอบ และไม่ได้พูดถึงการจองออนไลน์เลยแม้แต่บรรทัดเดียว

ข้อที่หนึ่ง เอกสารนั้นไม่ได้บอกว่ายอดเท่าไหร่

อ่านส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งย่อหน้า จะไม่พบคำว่าฐานภาษี ไม่พบตัวเลข และไม่พบคำว่าราคาขาย

มันตอบว่า ใคร เป็นผู้ออก และ เมื่อไหร่ ที่ความรับผิดเกิดขึ้น แต่ไม่ได้ตอบว่า เท่าไหร่

ยอดที่ทั้งวงการใช้กันอยู่ มาจากอีกที่หนึ่ง

หน้าศูนย์ช่วยเหลือพาร์ตเนอร์ของ Agoda ระบุว่าโรงแรมต้องออกใบกำกับภาษีในนามของตนเองให้แขก ที่ราคาขายอ้างอิงซึ่งรวมภาษีและค่าธรรมเนียมแล้ว และระบุต่อว่าแม้โรงแรมจะอัปโหลดราคาเน็ตเข้าระบบ แล้วแพลตฟอร์มเป็นผู้บวกส่วนต่างเอง ก็ยังต้องออกที่ราคาขายอยู่ดี พร้อมแนะนำให้โรงแรมที่ลงบัญชีไม่ตรงแบบนี้ไปปรับระบบบัญชีของตัวเอง หน้าเดียวกันนั้นเขียนกำกับไว้ว่าแพลตฟอร์มไม่สามารถให้คำแนะนำทางภาษีหรือกฎหมายได้ (ตรวจสอบเมื่อ 25 ตุลาคม 2569)

การตีความว่าต้องออกที่ยอดเต็มไม่ได้ไร้เหตุผล เมื่อข้อเท็จจริงระบุว่าเป็นค่านายหน้าที่คิดจากอัตราการขาย การขายย่อมเกิดที่ราคาขาย แต่นั่นคือการอนุมานจากข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อความที่กรมสรรพากรเขียนไว้ และความต่างนี้จะสำคัญทันทีเมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน

ข้อที่สอง สัญญาคนละแบบ คำตอบคนละแบบ

คำตอบใน RD Knowledge ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงแบบนายหน้า คือโรงแรมขายห้องให้แขก และจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้แนะนำ

แต่สัญญาที่โรงแรมเซ็นกันจริงไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกราย บางรายอัปโหลดราคาเน็ตเข้าไป แล้วแพลตฟอร์มเป็นผู้ตั้งราคาขายเองและรับความเสี่ยงเอง ซึ่งมีลักษณะของการซื้อมาขายไปมากกว่าการเป็นตัวแทน

ความเห็นของสุเทพ พงษ์พิทักษ์ เมื่อ 14 มีนาคม 2564 ตอบเคสที่โรงแรมตกลงราคา 800 บาท และแพลตฟอร์มบวก 17% ขายที่ 936 บาท ไว้ว่า หากเป็นการขายให้แพลตฟอร์มโดยแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นนายหน้า “บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องออกใบกำกับภาษีให้แก่ Agoda ไม่ใช่ลูกค้า” และปิดท้ายว่า “ประเด็นปัญหา จึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า บริษัทฯ deal กับ Agoda ในรูปแบบใด ไม่อาจยึดคำตอบใดคำตอบหนึ่งได้”

ความเห็นนี้ไม่ใช่เอกสารของกรมสรรพากร แต่มาจากอดีตข้าราชการของกรม และเป็นเสียงที่วงการบัญชีอ้างอิงกันมาก

โครงสร้างในเคสนั้นกับใบจองข้างต้นเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์

ข้อที่สาม ไม่มีคำว่า ภ.พ.36 อยู่ในคำตอบเลย

คำตอบครอบคลุมสามภาษี คือเงินได้นิติบุคคล มูลค่าเพิ่ม และหัก ณ ที่จ่าย แต่ไม่ได้พูดถึงหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ให้บริการต่างประเทศเลย

โรงแรมที่อ่านเฉพาะเอกสารนี้แล้วทำตามครบทุกตัวอักษร จะยังขาดเรื่องนี้อยู่

มาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากรวางหน้าที่นำส่งไว้ที่ “ผู้จ่ายเงิน” และแยกกรณีไว้ใน (2) ว่า สำหรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ หน้าที่เกิดเฉพาะเมื่อผู้ใช้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ส่วนบริการอื่นนอกเหนือจากนั้น หน้าที่เกิดกับผู้ใช้ทุกราย

และ Agoda Company Pte Ltd จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในไทยภายใต้ระบบ e-Service ตั้งแต่ชุดแรกเมื่อ 1 กันยายน 2564

ประกอบกันแล้วได้ภาพแบบนี้

โรงแรม ยื่น ภ.พ.36 กับค่าตอบแทนที่จ่ายให้แพลตฟอร์ม
จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องยื่น และขอคืนเป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้
ไม่ได้จดทะเบียน ไม่เข้าเงื่อนไขตาม (2)(ก) เมื่อผู้ให้บริการจดทะเบียนในไทยแล้ว

ทั้งนี้ยังเหลือคำถามว่าค่าตอบแทนที่เรียกเก็บจากโรงแรมเข้านิยามบริการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ซึ่งยังไม่มีคำตอบที่เผยแพร่ไว้เช่นกัน

สำหรับโรงแรมที่ต้องยื่น ความเห็นของสุเทพ พงษ์พิทักษ์ เมื่อ 27 พฤษภาคม 2566 และ 11 สิงหาคม 2567 ระบุว่าให้คำนวณ 7% จากยอดค่าตอบแทนได้เลยโดยไม่ต้องถอดภาษีออกก่อน และแยกตามการใช้บริการ คือแขกที่ใช้บริการในไทยต้องนำส่ง แขกต่างชาติที่ใช้บริการนอกประเทศไม่ต้อง และหากแยกไม่ได้ ให้นำส่งเต็มจำนวน

ข้อสุดท้ายคือข้อที่ใช้จริงกับโรงแรมส่วนใหญ่ เพราะแทบไม่มีใครแยกสัญชาติผู้เข้าพักรายใบมาจับคู่กับยอดค่าตอบแทนได้

แล้วถ้าออกใบที่ราคาเน็ตให้แขกไปเลย

เป็นทางที่อ่อนที่สุดในสามทาง เพราะไม่มีการตีความใดรองรับ

หากการตีความที่ถูกคือโรงแรมขายให้แขกที่ราคาขาย ยอดนั้นต่ำเกินไป หากการตีความที่ถูกคือโรงแรมขายให้แพลตฟอร์มที่ราคาเน็ต ยอดถูกแต่ออกผิดคน เพราะต้องออกให้แพลตฟอร์ม

กรณีถูกประเมินว่าภาษีขายแสดงไว้ขาดไป มาตรา 89(4) กำหนดเบี้ยปรับ 1 เท่าของจำนวนที่ขาด มาตรา 89/1 กำหนดเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนโดยไม่เกินจำนวนภาษี และมาตรา 90 กำหนดค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท เบี้ยปรับงดหรือลดได้ตามระเบียบของอธิบดี

โทษจำคุกตามมาตรา 90/4 ใช้กับกรณีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี การตีความต่างกันโดยสุจริตไม่เข้าข่าย

มีความเสี่ยงอีกข้อที่มักถูกมองข้าม หากถูกประเมินรายได้เป็นยอดเต็ม แล้วค่าตอบแทนที่จ่ายให้แพลตฟอร์มไม่มีใบเสร็จรองรับจนหักเป็นรายจ่ายไม่ได้ ผลกระทบจะเกิดสองทางพร้อมกัน ทางป้องกันคือจัดทำเอกสารประกอบเองตั้งแต่วันนี้ ทั้งสัญญาและหลักฐานการโอนเงิน ไม่ใช่รอจนถูกเรียกตรวจ

สิ่งที่ยังไม่จบ

เมื่อเดือนตุลาคม 2569 สมาคมโรงแรมไทยแจ้งว่ากำลังจัดทำหนังสือหารือกรมสรรพากรเพื่อขอคำชี้แจงเรื่องการออกใบกำกับภาษีสำหรับการจองห้องพักผ่าน OTAs ให้มีความชัดเจนและถูกต้อง และจะแจ้งสมาชิกเมื่อได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการ

ถ้าคำตอบมีอยู่แล้ว คำถามนี้คงไม่เกิด สิ่งที่มีอยู่ตอบว่าใครและเมื่อไหร่ แต่ไม่ได้ตอบว่าเท่าไหร่ ไม่ครอบคลุมสัญญาทุกแบบ และไม่พูดถึงหน้าที่นำส่งภาษีแทนผู้ให้บริการต่างประเทศ

สามช่องที่ว่างอยู่นั้น คือสามช่องที่โรงแรมต้องตัดสินใจเองไปก่อน

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้

เปิดสัญญาที่เซ็นไว้กับแต่ละช่องทาง แล้วหาคำตอบข้อเดียวว่าตกลงกันในฐานะตัวแทนที่รับค่าตอบแทน หรือในฐานะผู้ซื้อห้องไปขายต่อ เพราะคำตอบเรื่องใบกำกับภาษีเปลี่ยนไปตามข้อนี้ และไม่มีใครตอบแทนได้

ถ้าอ่านแล้วยังตีได้สองทาง นั่นคือเหตุผลที่ควรยื่นข้อหารือไปที่กรมสรรพากรในนามโรงแรมเอง คำตอบที่ได้จะออกถึงโรงแรมโดยตรง ซึ่งมีน้ำหนักต่างจากคำตอบในฐานข้อมูลคำถามที่พบบ่อย

ระหว่างนั้น เก็บเอกสารประกอบค่าตอบแทนทุกเดือนไว้ให้ครบ และตรวจว่าที่ผ่านมายื่น ภ.พ.36 ตรงตามสถานะการจดทะเบียนของโรงแรมหรือไม่

บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษี ก่อนเปลี่ยนวิธีออกเอกสารจริง ควรให้ผู้สอบบัญชีของโรงแรมยืนยันกับข้อเท็จจริงในสัญญาของแต่ละแห่ง

แหล่งอ้างอิง

  • กรมสรรพากร RD Knowledge เลขที่ 412654 หมวด 3.06.02.01 “ภาระภาษี กรณีกิจการโรงแรมใช้บริการตัวแทน (Agoda) รับจองห้องพักผ่านระบบอินเทอร์เน็ต”
  • ประมวลรัษฎากร มาตรา 83/6 และมาตรา 87–90 (เว็บไซต์กรมสรรพากร)
  • คู่มือแนะนำการชำระภาษีอากร กิจการโรงแรม สำนักงานสรรพากรภาค 11 พฤศจิกายน 2555
  • Agoda Partner Hub หัวข้อการออกใบกำกับภาษี
  • ความเห็นสุเทพ พงษ์พิทักษ์ 14 มีนาคม 2564, 27 พฤษภาคม 2566 และ 11 สิงหาคม 2567
  • รายชื่อผู้ประกอบการต่างประเทศที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม e-Service ชุดแรก 1 กันยายน 2564

ข้อมูลทั้งหมดตรวจสอบเมื่อ 25 ตุลาคม 2569 แนวปฏิบัติและเนื้อหาบนเว็บไซต์ของแต่ละหน่วยงานอาจเปลี่ยนแปลงได้

อ่านต่อ — หลังจากเขียนบทความนี้ เราจองโรงแรมในเครือผ่าน Agoda เองเพื่อหาคำตอบว่ายอดในระบบกับยอดที่แขกจ่ายตรงกันหรือไม่ ผลที่ได้อยู่ใน จ่ายไป 674 แต่ในระบบขึ้น 828 แล้วใบกำกับภาษีควรออกยอดไหน

อ่านต่อ

OTA Audit ฟรี

โรงแรมของคุณขายผ่าน OTAs อยู่แล้ว คำถามคือได้ราคาเน็ตเท่าที่ควรได้หรือยัง

แค่ส่งชื่อโรงแรม เราตรวจราคา คอนเทนต์ และอันดับการแสดงผลในทุกช่องทางให้ แล้วส่งรายงานกลับใน 2–3 วันทำการ ไม่มีค่าใช้จ่ายและไม่ผูกมัด

ขอ OTA Audit ฟรี
ดูบริการบริหาร OTAs

ปรึกษาผ่าน LINE